Brands Knowledge


เจาะลึก อาการตาแห้ง “Dry Eye Syndrome”

ร่วมไขข้อข้องใจด้านสุขภาพการใช้ดวงตาในชีวิตประจำวันเรื่อง #โรคตาแห้ง โดย นพ.ณัฐวุฒิ วะน้ำค้าง จักษุแพทย์ ศูนย์จักษุ โรงพยาบาลบำรุงราษฎร์
- อาการตาแห้งเกิดจากอะไร
- สาเหตุหลักของโรคตาแห้ง
- วิธีดูแลดวงตาที่ทำได้เองง่ายๆ
สามารถติดตามชมรายการ ER Easy Room ตอนอื่น ๆ บนช่องทาง Facebook ได้ที่ Tab Videos

Posted by Bumrungrad International on Wednesday, July 20, 2016

ภาวะตาแห้ง

ภาวะตาแห้งเป็นภาวะที่พบได้บ่อยและพบได้ในทุกเพศทุกวัย แม้ว่าจะดูเหมือนไม่ใช่อาการรุนแรง แต่การปล่อยทิ้งไว้ในระยะยาวโดยไม่ทำการรักษาจะทำให้อาการเคืองตารุนแรงยิ่งขึ้น จนอาจเกิดการอักเสบและการดึงรั้งของเปลือกตาทำให้ขนตาลงมาทิ่มตา ซึ่งหากเกิดการระคายเคืองจนกระจกตาเป็นแผลอาจต้องทำการผ่าตัดแก้ไขในที่สุด

ตาแห้ง

ตาแห้งเป็นโรคตาที่เกิดจากระบบต่อมน้ำตาทำงานผิดปกติ ทำให้มีปริมาณน้ำตาไม่เพียงพอหรือมีการระเหยของน้ำตาที่มากเกินไป ส่งผลให้เกิดอาการไม่สบายตา เช่น เคืองตา แสบตา ตาแห้ง เป็นต้น

 

สาเหตุของภาวะตาแห้ง

  • ความเสื่อมของต่อมน้ำตาไมโบเมียน (meibomian gland dysfunction: MGD) ซึ่งเป็นต่อมที่อยู่ที่เปลือกตา ทำหน้าที่สร้างน้ำตามาหล่อลื่นดวงตา
  • ความไม่สมดุลของฮอร์โมนในร่างกาย โดยเฉพาะในเพศหญิง ทำให้คุณภาพของน้ำตาลดลง
  • การใส่คอนแทคเลนส์
  • อาการภูมิแพ้ที่ตาซึ่งอาจเกิดจากสิ่งแวดล้อมที่มีฝุ่น ควัน มลภาวะ
  • พฤติกรรมการใช้ชีวิตประจำวัน เช่น การจ้องหน้าจอคอมพิวเตอร์หรือสมาร์ทโฟนเป็นเวลานานเกินไป
  • การใช้ยาบางประเภท เช่น ยาคุมกำเนิด ยาแก้แพ้ ยาต้านซึมเศร้า ยาลดความดันโลหิตบางชนิด เป็นต้น

 

อาการของภาวะตาแห้ง

  • คันตา แสบตา ระคายเคืองตา
  • มีความรู้สึกเหมือนมีสิ่งแปลกปลอมคล้ายทรายหรือฝุ่นอยู่ในตา
  • แพ้แสง แพ้ลม
  • บริเวณตาขาวมีสีแดงจากการอักเสบ ขอบเปลือกตาแดง
  • ตามัวในบางขณะ
  • รู้สึกไม่สบายตาเมื่อตื่นนอน
 

 

นำ้ตาเทียมช่วยบรรเทาอาการตาแห้ง และลดการอักเสบจากการเสียดสีระหว่างตาและเปลือกตา

 

การรักษา

  • การใช้น้ำตาเทียมเพิ่มความชุ่มชื้นให้ดวงตา
  • การใช้ยาหยอดตากลุ่มสเตียรอยด์ เพื่อลดการอักเสบของผิวนัยน์ตาหรือผิวเยื่อบุตา และช่วยบรรเทาอาการคันระคายเคืองตา แต่การใช้ยากลุ่มนี้จะต้องอยู่ภายใต้การดูแลของแพทย์และใช้เป็นช่วงเวลาสั้นๆ เท่านั้น
  • การทำความสะอาดเปลือกตาด้วยน้ำยาพิเศษ เพื่อกำจัดเชื้อโรคหรือสิ่งสกปรกที่อยู่บริเวณรอบเปลือกตา
  • การประคบน้ำอุ่นอุณหภูมิประมาณ 41-43 องศาเซลเซียสเป็นประจำเช้า-เย็น
  • การนวดและทำความสะอาดเปลือกตา (การกดรีดไขมันตามแนวการวางตัวของต่อมไมโบเมียนที่ขอบเปลือกตา)
  • การปรับพฤติกรรมการใช้ชีวิต ลดการเพ่งหน้าจอคอมพิวเตอร์หรือสมาร์ทโฟน และพักสายตาเป็นระยะๆ

 

 

ประโยชน์ของการนวดและทำความสะอาดเปลือกตา

  • ช่วยกำจัดสิ่งสกปรกและสิ่งอุดตันที่อยู่บริเวณเปลือกตา ทำให้เปลือกตาสะอาดขึ้น

  • ช่วยกำจัดตัวไรที่อยู่บริเวณโคนขนตา

  • ช่วยบรรเทาการอักเสบและระคายเคืองตา

  • ช่วยบรรเทาอาการตาแห้งและทำให้อาการตาแห้งดีขึ้นได้

ทั้งนี้การนวดและทำความสะอาดเปลือกตาไม่ก่อให้เกิดความเจ็บปวด ผู้ป่วยสามารถขับรถและทำกิจวัตรประจำวันได้ตามปกติภายหลังการนวดเปลือกตา

 

 

 

 

 

 

เปรียบเทียบชั้นน้ำตา ระหว่างตาที่มีสุขภาพดี (ฟ้า) และตาที่มีอาการตาแห้ง (แดง)

 

 

 

 

ชั้นน้ำตา ประกอบไปด้วย 3 ส่วน (ไขมัน น้ำ และ mucin) ต่อม Meibomian มีหน้าที่ผลิตไขมัน 

 

 

ผลที่ตามมาจากภาวะตาแห้ง

หากปล่อยให้มีภาวะตาแห้งโดยไม่ทำการรักษา อาจส่งผลให้เกิดภาวะอื่นๆ ตามมา เช่น

  • การอักเสบของเปลือกตา
  • การดึงรั้งของเปลือกตาทำให้ขนตาลงมาทิ่มตา
  • กระจกตาเป็นแผล

 

การตรวจวินิจฉัย

  • การซักประวัติผู้ป่วย เช่น อาการ ประวัติสุขภาพ ประวัติการใช้ยา เป็นต้น เพื่อประเมินปัจจัยเสี่ยงที่มีผลให้เกิดภาวะตาแห้ง
  • การตรวจดูคุณภาพของน้ำตา
  • การตรวจวัดปริมาณน้ำตา
  • การตรวจต่อมน้ำตาไมโบเมียนด้วยกล้องชนิดพิเศษที่เรียกว่า meibography เพื่อดูความเสียหายของต่อมน้ำตา

 

 

Article By: โรงพยาบาลบำรุงราษฎร์ <https://www.bumrungrad.com/th/vision-eye-examination-surgery-center-bangkok-thailand/conditions/dry-eyes>

Images From: Google


อันตราย!! จาก แสงสีฟ้า “Danger from Blue Light”

Video from: iT24Hrs

Video Credit: HB Optical Laboratories

การจ้องหน้าจอทีวี มือถือ แท็บเล็ต หรือจอคอมพิวเตอร์นาน ๆ ทำร้ายสายตาของเรามากเลยทีเดียว ทั้งทำให้แสบตา ตาแห้ง ปวดกระบอกตา และบางรายอาจมีอาการมองเห็นภาพเบลอด้วย แสงสีฟ้า มีอยู่ในอุปกรณ์ต่างๆ ที่เราใช้งานในชีวิตประจำวัน และเป็นอันตรายกว่าที่เราคิด

แสงสีฟ้าสามารถทะลุทะลวงได้ถึงจอประสาทตา มีพลังทำลายกระจกตาหรือจอประสาทตาได้มากกว่าแสงสีอื่น ผู้ที่ใช้คอมพิวเตอร์เป็นเวลานาน หรือใช้อุปกรณ์ให้แสงสีฟ้าในสภาพแวดล้อมที่ไม่เหมาะสม เช่น เล่นสมาร์ทโฟนในที่มืด ปิดไฟดูโทรทัศน์ หรือใช้อุปกรณ์ดิจิตอลเป็นระยะเวลานานๆ ล้วนเป็นปัจจัยเสี่ยงภัยจากแสงสีฟ้าทั้งสิ้น

รศ.นพ.นริศ กิจณรงค์ ภาควิชาจักษุวิทยา คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล มหาวิทยาลัยมหิดล กล่าว ในงานเสวนาสุขภาพซึ่งจัดโดย Dr.Eyes Film by Vox ว่า คนที่มีพฤติกรรมการใช้คอมพิวเตอร์ สมาร์ทโฟน แท็บเล็ต ติดต่อกันเป็นเวลานานๆ จะทำให้ตาแห้งและกะพริบตาน้อยลง เกิดการแสบตา การมองเห็นเริ่มผิดปกติ เห็นภาพซ้อน มองไม่ชัด ปวดเบ้าตา กล้ามเนื้อตาอ่อนล้า เป็นอาการเริ่มต้นของโรคคอมพิวเตอร์วิชั่นซินโดรมและเป็นการกระตุ้นให้จอ ประสาทตาเสื่อมเร็วขึ้นด้วย

รศ.นพ.นริศ กล่าวต่อว่า วิธีป้องกันจอประสาทตาเสื่อมจากการใช้คอมพิวเตอร์ แท็บเล็ต และสมาร์ทโฟน คือใส่แว่นตาที่ป้องกันแสงยูวี หรือลดความสว่างหน้าจอคอมพิวเตอร์ เพราะความสว่างหน้าจอที่มากปริมาณยูวีก็มากขึ้นด้วย อีกทางเลือกหนึ่งคือติดฟิล์มที่หน้าจออุปกรณ์คอมพิวเตอร์ที่ช่วยลดแสง UV400/UVA1 เป็นการป้องกันไม่ให้ดวงตาสัมผัสแสงเหล่านี้โดยตรง และควรพักสายตาทุก ชั่วโมง ประมาณ 5 นาที

“การพักสายตาที่ดีที่สุดคือการนอน แต่ถ้าไม่สามารถนอนได้ ให้มองไปไกลๆ เพื่อลดการเพ่งของสายตาเป็นการบรรเทาความเมื่อยล้าของกล้ามเนื้อบริเวณ รอบดวงตาได้ นอกจากนี้การดื่มน้ำสะอาดให้เพียงพอและรับประทานอาหารประเภทผักผลไม้ที่มีสี เหลืองส้มจะช่วยบำรุงสายตาได้ อย่างไรก็ตามขอแนะนำว่า คนไทยในปัจจุบันมากกว่า 50% เป็นโรคเกี่ยวกับดวงตา จึงอยากแนะนำให้ผู้ที่มีอายุ 45 ปีขึ้นไปตรวจสุขภาพตาทุกๆ 1-2 ปี เพื่อป้องกันการเกิดโรคตาต่างๆ เช่น ต้อหิน ต้อกระจก เป็นต้น”

จอประสาทตาเสื่อม (Macular Degeneration หรือ AMD)

ต้อกระจก (Cataract)

 

วันนี้เราได้นำวิธีการดูแลดวงตาจากอันตรายแสงสีฟ้ามาฝากกัน : 

        1. ปรับแสงสว่างและความคมชัดของหน้าจอให้รู้สึกสบายตา ภายใต้ระดับความสว่างที่ 300-500 ลักซ์ หรือสังเกตได้ง่าย ๆ จากการที่เราไม่ต้องหรี่ตาเวลามองหน้าจอ รวมทั้งพยายามลดแสงสว่างบริเวณรอบ ๆ เช่น ปิดไฟดวงที่สะท้อนลงบนหน้าจออุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์

        2. ติดแผ่นกรองรังสีไว้ที่หน้าจอคอมพิวเตอร์ แม้ว่าจะช่วยลดการกระจายรังสีจากจอคอมพิวเตอร์ได้บ้าง ไม่ได้บ้าง แล้วแต่คุณภาพของสินค้า แต่อย่างน้อย ๆ ก็ช่วยลดแสงจ้าจากจอคอมพิวเตอร์ลงได้ ส่วนสมาร์ทโฟนและแท็บเล็ตสามารถติดฟิล์มกรองแสงได้ด้วยเช่นกัน

        3. ตำแหน่งของจอภาพควรห่างจากดวงตาประมาณ 20-40 นิ้ว หรือประมาณช่วงแขนเอื้อม และปรับให้ต่ำกว่าระดับสายตาประมาณ 15-20 องศา เพราะหากระยะห่างระหว่างตากับจอภาพไม่สัมพันธ์กัน จะทำให้เกิดอาการเมื่อยล้าและปวดตาได้ง่าย    

        4. กะพริบตาบ่อย ๆ ควรกะพริบตาให้ได้ 1-2 ครั้งต่อ 10 วินาที เพื่อให้มีน้ำหล่อเลี้ยงดวงตาอยู่เสมอ วิธีนี้จะช่วยลดความอ่อนล้าของสายตาได้มาก

        5. ใช้สูตร 20-20-20 คือ ทุก ๆ 20 นาที ควรละสายตาจากหน้าจอไปมองบริเวณอื่น ๆ โดยให้มองห่างจากบริเวณที่นั่งอยู่ประมาณ 20 เมตร เป็นเวลา 20 วินาที เพื่อรีเฟรชสายตาให้ได้ปรับตัวใหม่ และเป็นการออกกำลังกายสายตาไปในตัว

        6. ปรับขนาดตัวอักษรให้ใหญ่พออ่านสบายตา การปรับขนาดตัวอักษรให้มองเห็นได้ชัดเจน จะช่วยลดอาการเกร็งของกล้ามเนื้อดวงตาได้เป็นอย่างดี พูดง่าย ๆ คือเราไม่จำเป็นต้องเพ่งสายตาอ่านตัวหนังสือมากเกินความจำเป็น

        7. สวมแว่นกรองรังสีจากหน้าจอคอมพิวเตอร์ เพื่อถนอมสายตาไม่ให้ปะทะกับแสงสีฟ้าบนหน้าจอโดยตรง วิธีนี้จะช่วยปกป้องดวงตาเราจากแสงสีฟ้าได้พอสมควร


        8. ทำความสะอาดหน้าจอ โดยเฉพาะฝุ่นละอองและรอยเปื้อนบนจอทั้งหลาย หากทำความสะอาดหน้าจอได้หมดจดจะช่วยลดทอนการเปล่งแสงสีฟ้าได้ด้วยนะ

        9. จำกัดเวลาอยู่หน้าจอ ไม่ควรจ้องหน้าจออุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ทุกชนิดนานเกิน 2 ชั่วโมงต่อครั้ง เพราะหากเล่นนานเกินกว่า 2 ชั่วโมง อาจทำให้สายตาอ่อนล้าและปวดเกร็งได้

       10. วางต้นกระบองเพชรไว้ข้าง ๆ คอมพิวเตอร์ ผลวิจัยของสถาบัน Recherches en Geobiologie ของสวิตเซอร์แลนด์ และนักวิจัยในอเมริกาพบว่า หนามของต้นกระบองเพชรเป็นสื่อดูดรังสีจากทีวีและคอมพิวเตอร์ได้ รวมทั้งกระบองเพชรยังอาจดูดรังสี UV ที่เปล่งออกมาจากอุปกรณ์ไฮเทคไว้สังเคราะห์แสงแทนแสงแดดด้วยในตัว

          การถนอมสายตาจากแสงสีฟ้าที่หน้าจออุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์กลายเป็นข้อปฏิบัติที่น่าทำสำหรับคนทุกวัยทุกอาชีพไปแล้วนะคะ เพราะปฏิเสธไม่ได้จริง ๆ ว่าเทคโนโลยีเหล่านี้เข้ามามีบทบาทกับชีวิตของเราแทบทุกด้าน ฉะนั้นก็อย่าลืมนำวิธีป้องกันแสงสีฟ้าที่เราบอกต่อไปทำตามกันด้วย เพื่อสุขภาพดวงตาที่ดีของเราทุกคนนะจ๊ะ

 

 

 

Credit:

คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี (http://med.mahidol.ac.th/um/th/article/information/07162015-1601-th)

Huffington Post (http://www.huffingtonpost.com/dr-matthew-alpert-od/blue-light_b_5570433.html)

สำนักที่ปรึกษา กรมอนามัย (http://advisor.anamai.moph.go.th/main.php?filename=env206)

Kapook.com (https://health.kapook.com/view130695.html)

Blue Light Exposed (http://www.bluelightexposed.com/protect-our-vision/)

สำนักบรรณสารสนเทศ มหาวิทยาลัยสุโขทัย (http://library.stou.ac.th/blog/2012/05/22/)